18 Janสูดความอร่อย สไตล์ญี่ปุ่น ใกล้แค่เอื้อมที่ Ramen Tei สีลม

อากาศหนาวๆ เช่นนี้ หลายคนเตรียมออกไปลันลา เพื่อสูดกลิ่นไอความหนาวกันถึงต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ นอกจากความหนาวที่โหยหากันแล้ว สิ่งที่ต้องตามมาเพื่อความอยู่รอดในชีวิตที่ขาดไม่ได้ก็คือ เรื่องอาหารการกินค่ะ วันนี้ทิชชี่จะพาไปสูดความอร่อย ของกลิ่นไอความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้ แบบไม่ต้องเสียเงินบินไปไกลถึงสถานที่จริง อย่างประเทศญี่ปุ่นกันค่ะ

เพียงเดินทางไปที่ร้าน Ramen Tei (ราเมงเทอิ) Thaniya แถวสีลม ทั้งบรรยากาศของร้าน และรสชาติของอาหาร รับรองคุณจะ “ฟิน” จิ้นตาม พร้อมมโนว่าตัวเองกำลังกินอาหารอยู่ในบรรยากาศสบายๆ สไตล์ญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว “Ramen Tei (ราเมงเทอิ)” ร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เปิดในประเทศไทยมายาวนานกว่า 30 ปีแล้ว ที่ร้านขึ้นชื่อมากๆ ในเรื่องของราเมง เพราะเส้นบะหมี่ทำเองทุกวัน จึงรับประกันได้เลยว่า สดใหม่ เส้นเหนียว นุ่ม หอม ใครได้ลองเป็นต้องติดใจทุกราย

ส่วนที่นั่งก็จะมีทั้งนั่งพื้นออริจินอลแบบญี่ปุ่นที่ต้องถอดรองเท้า  หรือแบบนั่งบนเก้าอี้ตามโต๊ะ และแบบนั่งหน้าเคาน์เตอร์ติดกับครัว แบบชนิดเห็นพ่อครัวปรุงอาหารกันจะจะ จนน้ำลายแทบไหลไปเลย ด้วยข้อขาไม่ค่อยจะดี และกลัวกลิ่นเท้าจะไปรบกวนเพื่อนข้างเคียง ทิชชี่จึงขอเลือกนั่งแบบธรรมดาบนเก้าอี้ค่ะ เมื่อหาที่นั่งได้เหมาะเจาะทิชชี่กับเกิร์ลแก๊ง ก็ไม่รอช้า รีบสั่งเมนูโดนตา ต้องใจในทันที (วันนั้นทิชชี่ไปถึงร้าน 4 ทุ่มกว่า คนแน่นร้าน เกือบเต็มทุกโต๊ะ)

เริ่มกันที่ เมนูกินเล่น “เต้าหู้ทรงเครื่อง” (ราคา 170 บาท) ที่ใช้เต้าหู้ญี่ปุ่นเนื้อนิ่ม แทบละลายในปาก ผัดเข้ากันกับหมูสับกับเห็ดหอมแครอท ต่อด้วย “ไก่กรอบสอดไส้ชีส” (ราคา 200 บาท) ที่ไส้ชีสเยิ้มทะลัก อร่อยสุดใจ ตามด้วย “ไก่ทอดกรอบซอสทรงเครื่อง” (ราคา 200 บาท) รสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม  และ “ไก่ทอด” (ราคา170 บาท) กรอบนอกนุ่มใน ที่ปรุงรสได้อร่อยเลิศ

จากนั้นเป็นเมนูกินจริงจัง เริ่มด้วย “ยากิโซบะหมูรสเผ็ด” (ราคา 200 บาท) ที่ถูกปากทั้งชาวต่างชาติและคนไทย หรือจะเป็น “ข้าวผัดรวมมิตร” (ราคา 220 บาท) รสเด็ดที่เสิร์ฟด้วยข้าวญี่ปุ่นเมล็ดป้อม เหนียวอร่อย และปิดท้ายด้วย “บะหมี่ซุปแกงกะหรี่หมู” (ราคา 230 บาท) ชามโตรสชาติเข้มข้น เส้นเหนียวนุ่ม ที่มาพร้อมเครื่องเคียงจัดเต็ม

พออิ่มท้อง ก็ได้เวลาชำระค่าเสียหาย สั่งไปทั้งหมด 7 เมนู รวมค่าน้ำอัดลม ราคาทั้งหมด 1,510 บาท  ไปกับเกิร์ลแก๊ง 4 คน หารกันแล้ว ตกคนละ 370 กว่าบาท แต่อิ่ม อร่อยสุดๆ  ค่ะ  หากคุณอยากไปสูดความอร่อย สำลักความอิ่ม สไตล์ญี่ปุ่น ต้องลองแวะไปร้านนี้ดูสักครั้งเลยค่ะ

09 Janก๋วยเตี๋ยวหมูแดง “แม่บางหัวเดียด“ ร้านดังเมืองตาก

เคล็ดลับเดินทางมีดังนี้ เดินทางถึง อ.เมือง จ.ตาก สี่แยกใหญ่ชื่อแยกทางหลวง ถ้ามาจากรุงเทพฯมุ่งหน้าเชียงใหม่ให้เลี้ยวซ้าย ขับรถตรงไปจะเห็นศาลพระเจ้าตากสินอยู่ขวามือ ให้เริ่มต้นนับหนึ่งไฟแดง ขับรถตรงไปถึงไฟแดงที่ 2 เลี้ยวขวา ขับตรงไปจุดสังเกตมีสามแยก ร้านเซเว่นอยู่ทางซ้ายมือ ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปประมาณ 2 กิโล จะเห็นวัดปทุมคีรี ขับรถลงเนิน ร้านอยู่ขวามือฝั่งเดียวกับวัด บอกทางซะละเอียดขนาดนี้ ถ้ายังหลงอีกก็ตัวใครคัวมันครับพี่น้อง! และอย่าเชื่อจีพีเอสกูเกิ้ลแมปเลยนะเพราะหลงมาแล้ว อิอิ

สำหรับนักเดินทาง และถ้าคิดว่าตัวเองเป็นสมาชิกชมรมสรรรับประทาน ร้านนี้ต้องบอกว่าเป็นแลนด์มาร์คของเมืองตากกันเลยทีเดียว บรรยากาศร้านค่อนข้างออริจินัล ไม่รู้ว่าจะให้นิยามอย่างไร จะเป็นโอท็อปหรือจะเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนก็ได้ทั้งนั้น ร้านนี้เขาเปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงแค่ไม่เกินบ่ายสาม และเปิดทุกวันไม่มีวันหยุด ถ้าตั้งใจจะตามมาชิม คงต้องเลือกเอาว่าจะเป็นมื้อเช้าหรือมื้อเที่ยงดี

“เชิญนั่งข้างในเลยค่ะ” เสียงเจ้าของร้านเจเนอเรชั่นที่ 3 ชื่อ “คุณปู” เธอเล่าอย่างเป็นกันเองว่า รุ่นก่อตั้งเป็นคุณยายชื่อ “คุณยายบาง บุญเหลือ” ส่วนคุณป้าที่ยืนลวกเส้นอยู่หลังตู้กระจกไม้ชื่อ “คุณแม่ปราณี” เป็นลูกสาวยายบาง (แปลว่าแม่ปราณีเป็นแม่คุณปูนั่นเอง)

“ก๋วยเตี๋ยวเหรอคะ ป้าขายมาคั้งแต่อยู่ ป.4 ค่ะ ปีนี้อายุ 57 แล้วคุ๊ณ” เสียงเจื้อยแจ้วดังจากหม้อก๋วยเตี๋ยว นึกในใจว่าเอาแล้วสิ เจอแม่ลูกช่างจ้อเข้าแล้วสิ รู้สึกดีจัง ก๋วยเตี๋ยวที่นี่ มีดีที่เครื่องกับน้ำซุป เครื่องจะมีแค่หมูชิ้นซึ่งเป็นหมูแดงปรุงเองกับหมูสับ เคล็ดลับสูตรหมูแดงคือใช้เนื้อหมูแทรกมันนิด ๆ ใส่สูตรลับประจำตระกูล ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใช้มือข้างไหนทำเพราะออกมานุ่มได้ใจ

ส่วนน้ำซุป ผู้บริหารคนรุ่นใหม่เจเนอเรชั่นที่ 3 อธิบายเสียงแจ๋ว มั่นใจมากค่ะว่าน้ำซุปเราไม่เหมือนใคร เราต้มน้ำซุปเปล่า ๆ จริง ๆ ไม่ใส่ผงชูรส เวลาเสิร์ฟ ความอร่อยจะอยู่ที่สูตรก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่คุณแม่ปรุงให้ค่ะ แต่จะแยกพริก ถั่วป่นและมะนาวให้ลูกค้าเติมเอง

ชายย้วยและคณะ สั่งหมี่ขาวต้มยำน้ำ 1 ชาม วุ้นเส้นต้มยำแห้ง 2 ชามพร้อมน้ำซุป พอทุกอย่างเสิร์ฟบนโต็ะ เจ้าของร้านก็เฉลยว่า เมนูซิกเนเจอร์ที่นี่คุณจะต้องสั่งบะหมี่เหลืองต้มยำแห้ง เพราะเส้นบะหมี่ทำสดทุกวัน ทำให้ตกกระไดพลอยโจนต้องสั่งบะหมี่ต้มยำแห้งอีกชาม

เริ่มชิมที่น้ำซุปก่อน ซุปใสหวานกระดูกกลมกล่อม หอมใบผักชีฝรั่งฟซอย แหม! รสชาติผ่านอยู่แล้วแหละ เครื่องเคียงยังมีจานผักประกอบด้วยถั่วงอกและมะนาวฝานแบบจัดเต็ม เพื่อนร่วมทริปจัดการปรุง เติมแค่พริกป่น ถั่วป่นและบีบมะนาว 1 ซีก คนให้เข้ากันก็อร่อยแล้ว

ทันใดนั้นจู่ ๆ เด็กหญิงที่ร่วมคณะมาด้วยก็กรีดร้อง..ทำไมบะหมี่ของหนูไม่มีถั่วฝักยาวคะ? ว่าแล้วชีก็ยกชามบะหมี่เดินไปหาแม่ปราณี เธอเดินกลับมาอย่างมีความสุขเพราะได้ถั่วฝักยาวมาเต็มชาม แต่ก็ยิ้มอาย ๆ พร้อมกับเฉลยว่า ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ถ้าสั่งบะหมี่จะไม่ลวกถั่วฝักยาวลงในชามเพราะจะทำให้เสียรสชาติ (แต่ถ้าชอบกินนก็ขอป้าได้ครับ)

เบ็ดเสร็จก๋วยเตี๋ยว 4 ชาม น้ำอัดสม 2 ขวด น้ำแข็งเปล่า 3 แล้ว ราคา 124 บาทเท่านั้น เป็นเพราะร้านนี้ยังตรึงราคาอยู่และเป็นร้านร่วมรายการธงฟ้า ก๋วยเตี๋ยวจะมี 2 ราคา 25 และ 30 บาทเท่านั้น เห็นบอกว่าถ้ามาเร็วจะได้อุดหนุนขนมถ้วยคู่ละ 6 บาท ข้าวเหนียวปิ้ง 3 ไส้ กล้วย เผือก กับอีกอย่างจำไม่ได้

09 Janเนื้อสะเต๊ะพันไม้ ใต้ต้นข่อย 100 ปี

ทริปหาอาหารคราวนี้ตั้งใจว่าจะหาอาหารอร่อยข้างทาง เพื่อความบันเทิงและบรรยากาศการกินที่เอร็ดอร่อย เคยเห็นในรายการคู่เลิฟตะลอนทัวร์ถึงร้านเนื้อสะเต๊ะใต้ต้นข่อย 100 ปี ร้านนี้เป็นแบบหาบเร่เป็นเพิงเล็กๆอยู่ใต้ต้นข่อย ขายโดยป้าแขกซึ่งเป็นรุ่นที่สามของตระกูลที่ขายเนื้อสะเต๊ะ ป้าแขกรับช่วงกิจการมาจากพ่อ และพ่อได้มาจากปู่ เค้าว่ากันว่าปู่ป้าแขกหาบเนื้อสะเต๊ะขาย เดินหาบขายเนื้อสะเต๊ะไปจนถึงหน้าโรงเรียนมงฟอร์ต เป็นที่รู้จักของเด็กมงฟอร์ตสมัยนั้น มาถึงรุ่นป้าแขก แกได้ทำเลขายใต้ต้นข่อยบนถนนระแกงขายมาได้ 30กว่าปีแล้ว คนมากินนั่งล้อมแผงที่ดูเหมือนหาบ แต่มีที่นั่งเตี้ยๆรอบแผงของป้าแขก ป้าแขกก็ปิ้งไป เอาเนื้อสะเต๊ะใส่จานทีละ ห้าไม้หกไม้ กินแล้วฟิน ได้อารมณ์

ร้านป้าแขกเปิดแปดโมง ขายไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมด ก็ประมาณเที่ยง ป้าแขกจะทำเนื้อสะเต๊ะแค่พันไม้ หมดแล้วหมดเลย หมดแล้วกลับบ้านนอน เวลาถามป้าว่าขายยังไงคะ ป้าบอกว่าไม้ละสี่บาท สั่งได้ไม่อั้น ป้าจะนับไม้ตอนทานเสร็จ กินอิ่มก็คิดเงิน

เราเป็นรายแรกของป้าวันนั้น พอนั่งเสร็จป้าก็ยกน้ำจิ้ม อาจาด แตงกวากับหอมแดงหั่น อาจาดป้าไม่เหมือนกับที่อื่นเพราะป้าทำอาจาดแตงกวา ใส่น้ำส้มใส่พริกหั่น แต่หอมแดงกับพริกขี้หนูป้าแยกมาอีกจาน คาดว่าเอาไว้ตัดคาวของเนื้อซึ่งบอกได้เลยว่าไม่คาว ป้าเอาจานใส่เนื้อสะเต๊ะมาตั้งแล้วก็ง่วนอยู่กับการติดไฟปิ้งเนื้อ ป้าปิ้งไปเอาน้ำพรมเตาไปไม่ให้เตาไฟแรงเกินเดี๋ยวเนื้อจะไหม้ ป้าจะคอยพรมเนื้อด้วยน้ำกะทิ ทำให้เนื้อสะเต๊ะของป้าหอมกรุ่นทวีคูณ

ป้ามีโต๊ะเตี้ยๆรอบเตา 2 โต๊ะ แต่ละโต๊ะมีเก้าอี้ 4-5 ตัว ใครชอบมุมไหนเชิญนั่งตามสบาย อาจต้องเบียดๆกันบ้างถ้าคนเยอะ แต่รับรองว่าถ้าสะเต๊ะไม่หมด ได้ทานทุกคน เนื้อของป้าเสียบมาในไม้เล็กๆ ย่างจนหอมเตะจมูก ป้าแอบกระซิบว่าเคล็ดลับไม่มีอะไรมากแค่หมักเนื้อกับขมิ้นแล้วก็น้ำตาล เนื้อมันหอมในตัวมันอยู่แล้ว น้ำจิ้มของป้าเป็นแบบน้ำจิ้มข้นๆเหมือนเนื้อสะเต๊ะทางปักษ์ใต้ แอบคิดว่าสิ่งที่ทำให้น้ำจิ้มอร่อยมากขึ้นก็ตรงถั่วที่ป้าใส่มาเป็นเม็ดๆนั่นแหละ

ป้าจะปิ้งเนื้อสะเต๊ะทีละไม่มากคาดว่าป้องกันไม่ให้ไหม้ และทานทีละน้อยแต่ทานร้อนๆมันอร่อยกว่ากันเยอะ วิธีการขายของป้าช่างแยบยล นั่งกินเพลินๆเผลอแป๊บเดียวอัดเข้าไป 22 ไม้ ท้องจะแตก ป้ายังคุยว่าบางคนกินเป็นร้อยไม้เลยนะ แค่นี้จิ๊บ จิ๊บ เนื้อสะเต๊ะร้านนี้อร่อยที่สุดที่เคยได้ตามกินเนื้อสะเต๊ะมา เนื้อหอมหวาน น้ำจิ้มเข้มข้น ไม่ใส่ผงชูรส ป้าบอกว่าไม่ใช่แนวป้า แถมบรรยากาศการกินยิ่งเข้าท่า นั่งล้อมรอบหาบป้า กินไปเรื่อยๆอิ่มก็หยุด

การนั่งกินรอบแผงป้าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ทำให้คนแปลกหน้ามารู้จักพูดคุยกันรอบแผงเนื้อสะเต๊ะ มีการเปิดประเด็นสนทนาตามแต่ที่จะมีเรื่องน่าสนใจ ได้บรรยากาศและมิตรภาพที่คุณไม่ได้คาดคิดไปอีกแบบ กินไปคุยไป เนื้ออร่อยเผลอๆซัดเข้าไปห้าสิบไม้ไม่รู้ตัว

ใครอยากรู้ว่าร้านนี้อร่อยแค่ไหนลองมาชิมดูได้จะบอกว่าถ้าไม่อร่อยจริงไม่อยู่มาได้ถึงเกือบร้อยปีหรอกขายอยู่อย่างเดียวมันต้องมีอะไรพิเศษ

พิกัดของร้านนี้อยู่บนถนนระแกง วิธีมาคือจากหน้าไนท์บาซาร์ขับรถผ่านพันธุ์ทิพย์ทางซ้ายมือแต่ขับตรงเข้ามาทางถนนช้างคลาน ผ่านโรงแรมแชงการีลาทางซ้ายมือ พอผ่านเริ่มชิดขวา จะเห็นห้างสีสวนพลาซาอยู่ทางซ้าย เห็นโรงแรมลานนาพาเลซให้เลี้ยวขวาเข้าถนนระแกง ผ่านไปทางซ้ายมือจะเป็นร้านไก่ย่างวิเชียรบุรี ให้กลับรถหน้าร้าน ร้านป้าอยู่ฝั่งตรงข้าม โทรถามเบอร์นี้ได้ถ้าไปไม่ถูก 085-0346320 (แต่ไม่รู้ป้าจะยุ่งปิ้งเนื้อจนไม่ได้รับหรือเปล่านะ)

03 Janท่องเที่ยวสไตล์พิศาลพาชิมอาหารอร่อย สำรวจที่พักใกล้ม่อนแจ่ม และนั่งชิลร้านกาแฟสุดสวย

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยการพาไปทานอาหารบนม่อนแจ่ม ใครจะไปเที่ยวม่อนแจ่มช่วงนี้คงต้องใช้ความอดทนสูงมาก ถนนจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปอำเภอแม่ริม เพื่อเดินทางต่อไปยังม่อนแจ่ม กำลังก่อสร้างขยายถนน กว่าจะหลุดจากถนนช่วงนี้ไปได้ ระยะทางสั้นๆประมาณ 2-3 ก.ม ใช้เวลาร่วมชั่วโมง

ถ้าไม่อยากเจอรถติดมากๆ ตรงช่วงนี้ ก็ให้ใช้ถนนที่ไปทางแม่โจ้และพร้าว แถวๆ แม่โจ้จะมีทางหลวงชนบท 1260แยกซ้ายไปออกด้านข้างกรีนวัลเลย์คอนโดมิเนียม ถึงแยกแม่ริมให้เลี้ยวขวาผ่านอำเภอแม่ริม แล้วแยกซ้ายขึ้นเขาไปทางน้ำตกแม่สาขึ้นไปยังม่อนแจ่ม เลยโป่งแยงแอ่งดอยไปเกือบ2 ก.ม. จะมีทางแยกขวาขึ้นเขาไปยังม่อนแจ่ม

ถนนขึ้นเขาไปม่อนแจ่ม บางช่วงชันมากและหักศอก ถนนค่อนข้างแคบรถสวนกันลำบาก ที่จอดรถบนม่อนแจ่มตรงร้านอาหารมีจำกัด ถ้าขึ้นไปตรงกับช่วงเวลาอาหาร ที่จอดรถจะเต็ม ต้องจอดรถด้านล่างแล้วเดินขึ้นเขาค่อนข้างชันไปประมาณ 100 เมตร ถ้าไม่อยากเดินขึ้นเขา ก็มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างคันละ20 บาทพาขึ้นเขาไปบนม่อนแจ่ม

นักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวม่อนแจ่ม ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นไปชมวิวและสัมผัสอากาศที่หนาวเย็นบนสันเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเล1,350เมตร นอกจากนี้บนม่อนแจ่มก็ยังมีร้านอาหารอร่อย ให้นั่งทานไปชมวิวไปอีกด้วย

ช่วงใกล้ปีใหม่นี้นักท่องเที่ยวเยอะมาก ใครๆ ก็อยากนั่งในซุ้มที่อยู่ริมหน้าผาทานอาหารและชมวิวไปด้วย ถ้าต้องการนั่งในซุ้ม พอเข้ามาในร้านอาหารแล้ว ก็ต้องรีบเดินหาว่ามีซุ้มไหนว่างบ้าง ถ้าซุ้มด้านล่างไม่ว่างก็ต้องขึ้นไปทานอาหารด้านบนซึ่งเป็นห้องอาหารรวม

ม่อนแจ่มเป็นพื้นที่บนสันเขาสูงประมาณ 1,350 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านม้งหนองหอย อำเภอแม่ริม เดิมที่แห่งนี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า มีหญ้าคาขึ้นเต็มไปหมด ทางโครงการหลวงเห็นว่าที่บนนี้มีวิวธรรมชาติที่สวยงาม อากาศเย็นสบายตลอดปี

จึงได้พัฒนาที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2552 รอบๆ บริเวณนี้มีแปลงผัก และสวนไม้ดอกไม้ประดับโดยนำเอาเศษเหล็กเก่าๆ สิ่งเหลือใช้เช่น รถเก่าๆ หมดสภาพของโครงการหลวง โถอ่างล้างหน้ามาเป็นที่ปลูกพืชผัก ดอกไม้ หรือใช้ในการประดับตกแต่งสวน ในแนวคิดผสมผสานธรรมชาติเข้ากับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น

24 Decก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์อร่อยโคตรสะใจ พล ก๋วยเตี๋ยวโบราณ สาขาพระราม 5

เพราะร้านนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยการเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ที่กินคนเดียวแทบจะไม่หมด เป็นกระแสโด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง จนนักชิมเป็นจำนวนมากต้องแวะมาลิ้มลอง และบอกต่อความอร่อยกันปากต่อปาก

ร้านพล ก๋วยเตี๋ยวโบราณ มีสาขาแรกตั้งอยู่ระหว่างซอยประชาสงเคราะห์ 1 และ 3 ถ.ประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง แต่เนื่องจากมีลูกค้าไปอุดหนุนกันเนืองแน่นแน่น เจ้าของร้านเลยย้ายมาเปิดร้านใหม่ย่านพระราม 5 แถมบรรยากาศวิวดีติดริมน้ำ ลมพัดเย็นสบาย เรียกได้ว่า ใครมาชิมนอกจากได้กินของอร่อยแล้ว ยังได้พักผ่อนสบายๆ อีกด้วย และระหว่างรอก๋วยเตี๋ยว จะสั่งลูกชิ้นหมูปิ้ง กับเกี๊ยวทอด มากินเล่นเพลินๆ ไปก่อนก็ได้นะ

วันนี้ ลองสั่งก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ไซต์บิ๊กเบิ้มใส่เครื่องเต็ม ๆ มากินเป็นชามแรก ชื่อว่าเมนูว่า สามกษัตริย์ ชามละ300 บาท (กินได้ 2-3 คน) เป็นก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟต้มยำรสเข้มข้น ใส่ปลาแซลมอนชิ้นใหญ่ หมึกสดตัวโตๆ และกุ้งแม่น้ำสด กินก๋วยเตี๋ยวแล้วก็ลองสั่งเมนูอื่นๆ มากินเพิ่ม อาทิ ลาบหมึกตัวใหญ่เว่อร์ กินได้ 4-5 คนเลยทีเดียว หรือจะเป็นปลาอลาสก้าย่างหอมๆ ก็อร่อยและเนื้อนุ่มสุดๆ หรือถ้ามากันเป็นแก็งค์ 7-8 คน แนะนำให้สั่งเย็นตาโฟชามยักษ์ โคตรสะใจ ราคา 800 บาท โดยทางร้านจะใส่เครื่องทุกอย่างมาแบบจัดเต็ม พร้อมแยกเส้นมาต่างหาก หรือถ้าใครกินไม่อิ่มจะสั่งเส้นเพิ่มก็ได้ ชามละ 10 บาทเท่านั้นเอง

24 Decตะลิงปลิง (สุขุมวิท 34) Taling Pling (Sukhumvit 34)

ร้านอาหารไทยแท้ที่กลายเป็นตำนานความอร่อยที่ We Recommend อยากแนะนำกับร้าน ตะลิงปลิง ที่มีถึง 6 สาขาแล้ว โดยวันนี้เราอาสาพามาชิมสาขาใหม่ล่าสุดที่เป็นแบบ Stand Alone อยู่ในซอยสุขุมวิท 34 ค่ะ

เข้ามาจะเจอกับบรรยากาศของสวนอันร่มรื่นในบริเวณบ้านหลังใหญ่ ภายในให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มีหลายมุมให้เลือกนั่ง แถมยังมีห้องส่วนตัวไว้จัดเลี้ยงบริเวณชั้นสองได้ด้วย ซึ่งปรับแต่งจากบ้านเก่าของคุณตาคุณยาย (คุณประพจน์กับคุณมณี วัชราภัย) ของเจ้าของร้านรุ่นแรก คุณทิพย์มณี จรรยาวงษ์ ที่เติบโตในครอบครัวที่ชอบทำอาหารไทยทานกัน สืบทอดความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่น จนเกิดเป็นร้านตะลิงปลิงขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 ค่ะ โดยชื่อร้านนั้นได้มาจาก คุณประยูร จรรยาวงษ์ นักเขียนการ์ตูนของไทย ที่ตั้งจากชื่อสมุนไพรรสเปรี้ยวที่คนไม่ค่อยรู้จัก เนื่องจากอยากอนุรักษ์ความเป็นไทยเอาไว้ และได้นำมาเป็นแนวทางในการปรุงอาหารที่คงความดั้งเดิมตามภูมิปัญญาคนไทย และได้นำสมุนไพรชนิดนี้มาเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารของที่นี่ด้วยค่ะ อาหารที่นี่จึงเป็นสูตรไทยแท้โบราณ เน้นความสดใหม่จากธรรมชาติและพืชผักที่ปลูกได้เอง

เริ่มจากจานทานเล่น อย่าง ทอดมันทองม้วน (140 บาท) เป็นทอดมันปลาม้วนกับไข่ข้างใน ทานง่าย ยำปลาสลิดตะลิงปลิง (145 บาท) ใช้ปลาสลิดสดทอดกรอบยำกับตะไคร้หั่นซอย ได้รสชาติอมเปรี้ยวจากตะลิงปลิง ไก่เส้นน้ำมะขาม (145 บาท) เนื้อไก่ชุบแป้งทอด คลุกซอสมะขามรสเปรี้ยวหวาน โรยด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ส่วนจานหลัก แนะนำ แกงเหลืองกระเจี๊ยบพุงปลาช่อน (165 บาท) ใช้เนื้อปลาส่วนพุงเพิ่มความมัน พร้อมใส่กระเจี๊ยบสด ต้มกับเครื่องแกงรสจัด ควรทานคู่กับ ไข่เจียวกากหมู (120 บาท) ที่ใช้ไข่ไก่และไข่เป็ดผสมกัน โรยหน้ากากหมูที่คั่วจนน้ำมันแห้ง อีกเมนู น้ำพริกไข่ปู (145 บาท) ทานกับสารพัดผักพื้นบ้านตามฤดูกาล อาทิ มะตูมแขก ยอดกระโดนน้ำ ดอกกวางตุ้ง แกงเขียวหวานเนื้อพริกขี้หนู (145 บาท) เมนูนี้ก็เด็ดไม่เบา ใส่แต่พริกขี้หนูกับเนื้อที่เอาไปตุ๋นแล้วเอามาแกงกับพริกแกง รสชาติจะเข้มข้น ทานกับ โรตี (แผ่นละ 35 บาท) กรอบนอกนุ่มใน ขนมจีนน้ำพริก (165 บาท) ตัวน้ำพริกจะหอมมะกรูดและเครื่องเทศ ทานกับเครื่องเคียง อย่างผักลวก ใบผักบุ้งทอด และดอกพวงชมพูทอด

ล้างปากด้วยขนมหวาน ซึ่งใช้น้ำตาลมะพร้าวแท้มาทำน้ำกะทิ อย่าง บัวลอยเผือกมะพร้าวอ่อน (70 บาท) ผสมสีดอกอัญชันลงไป พร้อมใส่เผือกและเนื้อมะพร้าวอ่อน รสหวานกำลังดี ข้าวเหนียวดำ เผือก ข้าวเม่า (70 บาท) ใช้ข้าวเหนียวโบราณภาคเหนือ ให้ความกรุบนอกนุ่มในกำลังดี โรยด้วยข้าวเม่าคั่ว และที่ร้านยังมีน้ำสมุนไพรไทยหลายตัว อาทิ Lime Nature (95 บาท) น้ำมะนาวกับน้ำผึ้งที่ชงกับน้ำตาลทรายแดง ผสมโซดา รสไม่หวานมาก และ น้ำมะนาวตะไคร้น้ำผึ้งปั่น (95 บาท) หอมกลิ่นตะไคร้สด ดื่มแล้วสดชื่น ใครเริ่มกลืนน้ำลายตามแล้ว มาทานกันได้ทุกวันตั้งแต่ 11.00-22.00 น. ค่ะ

18 Decวานิลลา เบคชอป อร่อยกับโฮมเมดสูตรเด็ดระดับ 5 ดาว

ไม่ลังเลใดๆ เมื่อมีคนชวนไปชิมที่ ร้านวานิลลา เบคชอป (Vanilla Bakeshop) ร้านอบขนมแบบโฮมเมดคาเฟ่ ในบรรยากาศแบบIndustrial Look ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าวานิลลา การ์เด้น (Vanilla Garden) เอกมัยซอย 12

ร้านวานิลลา เบคชอป (Vanilla Bakeshop) เป็นร้านอาหารชั้นเดียว ออกแบบตกแต่งด้วยด้วยวัสดุที่เป็นเหล็ก ไม้ กระเบื้อง และมีการเปิดผิวของวัสดุตกแต่งให้เห็นความเป็นธรรมชาติ เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้จะเป็นเหล็กผสมกระเบื้อง เพื่อเพิ่มให้เห็นอารมณ์ของบรรยากาศแบบ Industrial Look เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกเสมือนนั่งอยู่ใน ร้านอบขนม สัมผัสถึงความหอมกรุ่มของขนมที่เพิ่งออกจากเตานอกจากนี้ในร้านยังมีมุมสำหรับบริการอาหารแบบ chef’s table และ cooking workshop อีกด้วย

มาถึงแล้วก็ไม่รอช้า ขอเมนูอาหารมาดูกันสักหน่อย ก่อนสั่งขอบอกว่ารูปแบบการจัดเสิร์ฟของเมนูร้านวานิลลา เบคชอป (Vanilla Bakeshop) จะเน้นแบบแชร์ริ่ง (Sharing) คือ เหมาะสำหรับการพาครอบครัวหรือแก็งค์เพื่อนมากิน เมนูต่างๆ ที่มาเสิร์ฟ จะอยู่ในภาชนะที่ค่อนข้างใหญ่ และด้วยคอนเซ็ปต์ร้านที่อยากให้ลูกค้าที่มารับประทานเมนูของหวานต่างๆ เป็นเหมือนรับประทานขนมโฮมเมดที่อบสดใหม่ ภาชนะที่ใช้จัดเสิร์ฟจึงเป็นอุปกรณ์การทำเบเกอรี่ เช่น ถาดอบขนมปัง ถาดอบพาย เป็นต้น

จานแรกเริ่มต้นด้วย เมนูแนะนำ “The Ring” จานนี้เป็นการผสมผสานระหว่างโดนัทและครัวซองค์ที่เสิร์ฟมาบนซอสคัสตาร์ด ด้านบนเป็นไอศกรีมโฮมเมดรสวานิลลาคาราเมล ราดด้วยคาราเมลร้อนที่เคี่ยวสดใหม่ ซึ่งเมื่อโดนความเย็นของไอศกรีมจะแข็งตัว กลายเป็นคาราเมลกรุบกรอบ มี 3 เมนูให้เลือกคือ 1. รสต้นตำรับ(Original Ring) 2. รสซอลที้ คาราเมล (SalthyCaramel) 3.รสเบคอนเมเปิ้ล(Bacon Maple)

15 Decวิวสวย อาหารอร่อย สองฝั่งคลอง ปากเกร็ด

วันหยุดนี้หากคุณกำลังมองหาร้านอาหารน่านั่ง บรรยากาศสบายๆ พร้อมชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยแล้วล่ะก็ เราขอแนะนำ ร้าน “สองฝั่งคลอง” ร้านอาหารย่านปากเกร็ด ที่มาแล้วต้องประทับใจทั้งบรรยากาศและอาหารอร่อยๆ ร้านอาหารวิวสวยแห่งนี้ตั้งอยู่ โรงแรมบัดดี้ โอเรียนทอล ริเวอร์ไซด์ ปากเกร็ด ตัวร้านแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนเอ้าดอร์ เป็นระเบียงไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นวิวทิวทัศน์ริมแม่น้ำได้แบบ 360 องศา เหมาะสำหรับลูกค้ามานั่งเอนกายรับลมเย็นๆ ชมวิวสวยๆ

ของวิถีชีวิตผู้คนริมสายน้ำเจ้าพระยา ส่วนตัวร้านเป็นห้องปรับอากาศชั้นเดียว ตกแต่งสไตล์โคโรเนียล เน้นความโปร่ง โล่ง สบาย ประดับภาพโบราณและของแต่งบ้านชิ้นเก่าสุดคลาสสิค มีวงดนตรีสดมาเล่นทุกค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 17.00-21.00 (เบรคละ 45 นาที) มีห้องวีไอพี สำหรับจัดเลี้ยงและโต๊ะพูลไว้บริการลูกค้าที่มาสังสรรค์กับเพื่อนฝูง

นอกจากขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศแล้ว ร้านอาหารสองฝั่งคลองยังโดดเด่นด้วยเมนูอาหารไทย-ซีฟู้ด ที่เน้นรสชาติเข้มข้นจัดจ้านถูกปากคนไทย เรียกว่าอิ่มทั้งอาหารและบรรยากาศกันไปเลยทีเดียว

ร้านนี้มีเมนูหลากหลายน่าชิมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจานแรกที่สั่งมากินอย่าง ปลากะพงย่างเกลือ เต็มปากเต็มคำกับเนื้อปลากะพงขาวๆ แน่นๆ สดและหวานมาก กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดที่เสิร์ฟมายิ่งเข้ากันสุดๆ

จานต่อมาต้องลอง ปาท่องโก๋ยัดไส้ทอด ปาท่องโก๋กรอบๆ ยัดไส้ด้วยเนื้อปูและเนื้อกุ้งปรุงรส แล้วโรยด้วยเนื้อปู และมันกุ้งอีกชั้น จิ้มกินคู่กับน้ำจิ้มบ๊วยหวานๆ เปรี้ยวๆ รสชาติโดนใจจริงๆ จานนี้จะสั่งมากินกับข้าว หรือกินเล่นๆ ก็เพลินดีเหมือนกันนะ

ส่วนคนรักสุขภาพต้องมาชิม น้ำพริกไข่ปู น้ำพริกรสจัดจ้าน กินคู่กับผัดสดและผักลวก ที่อร่อยลงตัวแบบพอดิบพอดี ส่วนใครชอบเมนูแซบๆ ก็แนะนำให้สั่ง ต้มยำหมูตุ๋น รสชาติเข้มข้นจัดจ้านเช่นกัน แถมตุ๋นหมูได้เปื่อยนุ่มเคี้ยวง่าย ยิ่งซดตอนร้อนๆ โล่งคอดีมากๆ เลย

นอกจากนี้ร้านอาหารสองฝั่งคลองยังมีอาหารอร่อยให้เลือกชิมอีกหลากหลายเมนู อาทิ กุ้งทอดกระเทียม กุ้งแม่น้ำเผา ปูผัดผงกะหรี่ ปูเนื้อนึ่งซีอิ้ว ปลาทับทิมผัดผลไม้ห้าฤดู ต้มยำทะเล ส้มตำปูไข่ดอง หมึกไข่ย่าง ปลากะพงผัดพริกไทยดำ กุ้งอบพริกเกลือกั้งทอดระเทียม รวมมิตรทะเลเผา ข้าวผัดสับปะรดกับกุ้งทอด เป็นต้น วันหยุดนี้หากยังไม่มีโปรแกรมว่าจะไปนั่งชิลล์รับลมเย็นๆ ที่ไหนร้านสองฝั่งคลอง ก็เป็นอีกหนึ่งร้านน่านั่งที่เหมาะสำหรับพักผ่อนและกินอาหารอร่อยๆ ในวันหยุดของทุกคนมากๆ

11 Decเบนซ์ ท่าทราย หลบไป หลีกทางให้ ข้าวต้ม imf ท่าทราย ราคาถูก แซ่บเวอร์

ในขณะที่คดีข่าวความคืบหน้าของ “เบนซ์ ท่าทราย” ยังไม่ไปถึงไหน เบนซ์ ยังคงลอยนวล แว๊นไป แว๊นมาไม่เกรงกลัวใคร ทิชชี่ ณ สนุก จึงขอนำพาไปตามรอย “เบนซ์ ท่าทราย” ด้วยการไปเยือนถิ่นท่าทราย กับร้านข้าวต้มร้านโปรด ที่ อร่อย สะอาด ที่สำคัญราคาถูกเป็นคุณค่าที่ทิชชี่คู่ควรกันค่ะ (เกริ่นมาตั้งนาน จุดนี้บอกเลยไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ เบนซ์ ท่าทราย สักนิด 555)

เข้าเรื่องของเรากันต่อ ใกล้สิ้นเดือนเช่นนี้ นับเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวด สุดแสนจะทรมานสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ จะใช้อะไรก็ต้องคำนวณเงินในกระเป๋าให้ดีๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่อง “อาหารการกิน” ค่ะ

วันนี้ ทิชชี่จึงจะอาสาพาคุณๆ ทั้งหลายไปลิ้มลองอาหารรสเลิศ ราคาเข้าถึงได้ง่าย แม้จะอยู่ในช่วงกระเป่าบวมฟู่ฟ่า หรือช่วงกระเป๋าแบนค่ะ

ร้าน “ข้าวต้ม IMF” (ไอเอ็มเอฟ) ตั้งอยู่แถวท่าทราย เป็นร้านอาหารที่ราคาย่อมเยา ถูกเปิดในยุคที่ฟองสบู่แตก เศรษฐกิจตกต่ำ คนตกงาน คนจนเกลื่อนเมือง เจ้าของร้านเลยคิดเปิดร้านนี้ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์หลักคือ ให้ลูกค้าได้กินอาหารคุณภาพดี ที่มีราคาประหยัด!

ในช่วงเทศกาลต่างๆ นอกจากลูกค้าจะได้มาทานอาหารอร่อย ทางร้านจะมีการคืนกำไรให้กับลูกค้าด้วยการแจกล็อตตารี่ให้ได้ลุ้นรวยกันฟรีๆ ทุกโต๊ะอีกด้วย

ปิดท้ายด้วยเมนูเอาใจคนรักสุขภาพ “ปลาทับทิมลุยสวน” ที่เรียกว่าลุยสวนของแท้ มาพร้อมสมุนไพรชนิดไม่ห่วงของจะหมดสวน ไม่ว่าจะเป็น ผักชี ใบสาระแหน่ ตะไคร้ หอมแดง มะม่วง ทอดใหม่พร้อมเสิร์ฟ ปลาตัวโต๊โต เนื้อปลาหวานสด ไร้ซึ่งกลิ่นคาว คลุกเคล้าพร้อมเครื่องยำรสกลมกล่อม เมนูนี้ได้ใจคนรักปลาไปแบบเต็มๆ ค่ะ

เมื่ออิ่มท้องแล้ว ก็ได้เวลาคิดค่าเสียหายของอาหารมื้อนี้ วันนี้สั่งไป 5 เมนู รับประทานกับเพื่อน 4 คน ค่าเสียหายทั้งหมดรวมค่าเครื่องดื่ม 530 บาทถ้วนค่ะ หารกันแล้วเสียหายไปแค่ 100 กว่าบาทเอง แล้วคุณจะรอช้าอยู่ไย ไปหาเมนูอร่อยพร้อมราคาประหยัดได้ที่ร้าน “ข้าวต้ม I.M.F” เลยค่ะ

09 Decชม ชิม ชอป ตลาดน้ำทุ่งบัวชม เมืองกรุงเก่า อยุธยา

วันหยุดนี้ สนุก! ท่องเที่ยว จะมาชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวตลาดน้ำอีกหนึ่งแห่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่กำลังได้รับความนิยมจากนักช้อปอย่างล้นหลาม นั่นคือ ตลาดน้ำทุ่งบัวชม ที่ตั้งอยู่ พหลโยธินขาออก กม. 78 ถนนวังน้อย- สระบุรี อำเภอวังน้อย ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ เพียงชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น

ตลาดน้ำทุ่งบัวชมมีเนื้อที่ทัั้งหมด 18 ไร่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสไตล์ ชม ชิม ช้อปของกินของฝากที่นำแนวคิดผสมผสานระหว่างสมัยเก่าย้อนยุคกับแนวคิดร่วมสมัยมาสร้างสรรค์เป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดชิลล์ๆ ได้อย่างลงตัว ภายในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของตลาดมีการนำชื่อตำบลของอำเภอวังน้อยมาตั้งเป็นชื่ออาคาร อาทิ อาคารวังน้อย อาคารสนับทึบ อาคารลำตาเสา อาคารบ่อตาโล อาคารลำไทร อาคารข้าวงาม อาคารหันตะเภา อาคารชะแมบ อาคารวังจุฬา เป็นต้น อีกทั้งยังมีจุดเด่นเรื่องของกินของฝากที่คัดสรรมาแล้วว่าดี เด็ด และอร่อยจริง เช่น  เครื่องประดับ เครื่องจักรสาน สินค้าหัตถกรรม เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ปลาตะเพียนใบลาน ตุ๊กตาชาววัง งอบ บ้านเรือนไทยจำลอง มีดอรัญญิก หม้อดินเผา หินแกะสลัก โรตีสายไหม ผลิตภัณฑ์จากศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ฯลฯ และมีการแสดงสืบสานตำนานไทยให้เราชมวันละ 4 รอบอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็นไฮไลท์ของตลาดน้ำทุ่งบัวชม ได้แก่ รูปหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ยืนอยู่หน้าตลาด หุ่นยนต์ขนาดยักษ์ พร้อมหุ่นจำลองอีกหลายตัว ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึกกันอีกด้วย เปิดตลาดตั้งแต่ 10.00-20.00 น. สอบถามรายละเอียดโทร.0 3572 3127